PEDRO PARDO / AFP

คำแนะนำความปลอดภัยจากคณะกรรมาธิการความปลอดภัยสื่อ (CPJ): การนำเสนอข่าวไวรัสโคโรนา

แก้ไขเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2563

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ COVID-19 (ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่) เป็นโรคที่มีการแพร่กระจายอย่างรุนแรงตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2563 ถึงแม้ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่าหลายประเทศมีอัตราการติดเชื้อลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง บางประเทศมีการผ่อนปรนมาตรการมากขึ้นตามรายงานของเว็บไซต์ The Guardian 

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ COVID-19 (ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่) เป็นโรคที่มีการแพร่กระจายอย่างรุนแรงตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2563 แต่ละวันมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทั่วโลกเป็นจำนวนมาก แหล่งข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำที่สุดในขณะนี้คือข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก และศูนย์ข้อมูลไวรัสโคโรนา มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์

ปัจจุบันนักข่าวทั่วโลกทำหน้าที่สำคัญในการสื่อสารให้สาธารณชนได้ทราบเกี่ยวกับข้อมูลของไวรัส และนโยบายในการจัดการกับไวรัสของรัฐบาล จากรายงานของ CPJ พบว่าเจ้าหน้าที่รัฐในหลายประเทศมีการปราบปรามสื่อมวลชนที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นกลาง สื่อมวลชนถูกกดดันการทำงาน นอกจากนี้รายงานการสัมภาษณ์นักข่าวของ CPJ ยังพบด้วยว่าหลายครั้งสื่อมวลชนต้องเจอกับความเสี่ยงในการได้รับเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปปฏิบัติงาน สถานที่ที่ปฏิบัติงาน และการสัมภาษณ์แหล่งข่าว รายงานล่าสุดของ CPJ ยังพบว่าสื่อมวลชนบางส่วนถูกเซ็นเซอร์ข้อมูล ถูกจับกุม ถูกทำร้ายร่างกาย และถูกล่วงละเมิดบนโลกออนไลน์จนทำให้ชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในภาวะลำบาก เพียงเพราะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ COVID-19

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อควรติดตามข้อมูล ข่าวสาร และข้อปฏิบัติต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักข่าวควรติดตามข้อมูลข่าวสารจากองค์การอนามัยโลก และหน่วยงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ

คุณสามารถติดตามข้อมูลการระบาดของโรคล่าสุดจากแหล่งข้อมูลที่แม่นยำได้จาก ศูนย์ข้อมูลไวรัสโคโรนา มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์

ความปลอดภัยขณะปฏิบัติงานภาคสนาม

ปัจจุบันหลายพื้นที่ทั่วโลกไม่อนุญาตให้มีการเดินทางระหว่างประเทศ ดังนั้นการรายงานข่าวส่วนใหญ่จะเป็นการรายงานจากผู้สื่อข่าวในพื้นที่ และจะเป็นเช่นนี้ไปอีกสักพัก อย่างไรก็ตามการปฏิบัติงานอาจจำเป็นต้องยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงได้โดยกระทันหัน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผู้ปฏิบัติงานนำเสนอข่าว COVID-19 ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยดังนี้:

ก่อนรับมอบหมายงาน

  • ควรเลือกสัมภาษณ์แหล่งข่าวผ่านทางโทรศัพท์ หรือช่องทางออนไลน์แทนการสัมภาษณ์แบบพบเจอกัน วิธีนี้จะช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อ และยังคงเป็นวิธีที่เราแนะนำให้ปฏิบัติต่อไป
  • กรมควบคุมโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ผู้สูงอายุ และบุคคลที่มีโรคประจำตัวเป็นผู้มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ หากคุณเป็นบุคคลประเภทนี้ คุณต้องหยุดการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะงานภาคสนามซึ่งคุณต้องไปพบปะผู้คนในที่สาธารณะ เราแนะนำว่าสตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ภาคสนามเช่นกัน
  • ในการเลือกพนักงานปฏิบัติงานภาคสนาม ฝ่ายบริหารควรตระหนักถึงปัญหาการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติ ซึ่งนำไปสู่การที่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามถูกคุกคาม ตามรายงานของสำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติและสิทธิมนุษยชน
  • รายงานของเว็บไซต์ Business Insider ระบุว่าบางประเทศที่ก่อนหน้านี้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคกลับพบอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้น และกลับมาใช้มาตรการปิดเมืองตามเดิม ผู้ปฏิบัติงานควรสอบถามฝ่ายบริหารให้แน่ชัดว่าหน่วยงานต้นสังกัดมีมาตรการให้ความช่วยเหลืออะไรบ้างในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานป่วยขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยต้องคำนึงถึงมาตรการกักตัว และการปิดพื้นที่เข้าออกภายในระยะเวลาที่นานขึ้น รวมทั้งผลกระทบในการใช้ชีวิต และจิดใจของผู้ปฏิบัติงาน
  • ในการเลือกพนักงานปฏิบัติหน้าที่ภาคสนาม ฝ่ายบริหารควรตระหนักถึงสถานการณ์ที่ผู้ปฏิบัติงานอาจถูกทำร้ายร่างกายอันเนื่องมาจากเชื้อชาติของตัวผู้ปฏิบัติงาน ตัวอย่างจาก BuzzFeed และสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงแอดดิสอาบาบา ประกาศเตือนผู้สื่อข่าวต่างชาติให้ระมัดระวังตนเองจากการถูกลอบทำร้ายร่างกาย เหตุการณ์เช่นนี้อาจพบเห็นได้บ่อยขึ้นหากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อยังลุกลาม
  • ผู้ปฏิบัติงานและฝ่ายบริหารควรหารือกันว่าองค์กรจะให้การสนับสนุนอะไรบ้างหากผู้ปฏิบัติงานเกิดเจ็บป่วยขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยคำนึงถึงมาตรการของแต่ละพื้นที่ เช่น การกักตัวเองที่บ้าน หรือการห้ามออกจากเคหสถานตามเวลาที่กำหนด เป็นต้น

ผลกระทบทางสุขภาพจิต

  • ฝ่ายบริหารควรสอบถามถึงการใช้ชีวิตของนักข่าวในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้นักข่าวคนดังกล่าวจะมีประสบการณ์การทำงานมานาน เนื่องจากพวกเขาอาจประสบปัญหาสภาวะทางจิตใจ และควรให้คำแนะนำและช่วยเหลือนักข่าวหากจำเป็น
  • เป็นเรื่องปกติที่ครอบครัวของผู้ปฏิบัติงานจะรู้สึกกังวล โดยเฉพาะหากผู้ปฏิบัติงานต้องลงพื้นที่รายงานสถานการณ์ COVID-19 ดังนั้นการพูดคุยสร้างความเข้าใจกับครอบครัวผู้ปฏิบัติงานก่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราแนะนำให้แต่ละองค์กรมีผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพคอยให้คำปรึกษาครอบครัวของผู้ปฏิบัติงาน
  • ผู้ปฏิบัติงานควรระมัดระวังการนำเสนอข่าวซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยเฉพาะพื้นที่ที่จัดให้มีการกักบริเวณโดยหน่วยงานด้านสาธารณสุข หรือสถานพยาบาลต่างๆ สามารถอ่านคำแนะนำเกี่ยวกับการรายงานข่าวในสถานการณ์วิกฤติได้จาก the DART Center for Journalism and Trauma และเว็บไซต์ CPJ’s Emergencies สำหรับคำแนะนำและช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตสำหรับนักข่าวที่รายงานข่าวเกี่ยวกับ COVID-19

วิธีหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ และแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

ปัจจุบันหลายประเทศใช้มาตรการ ลดระยะห่างทางสังคม/บุคคล  ผู้ปฏิบัติงานจะต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านความสะอาดอย่างเคร่งครัดหากจำเป็นต้องเข้าไปรายงานข่าวในสถานที่ให้บริการฉุกเฉินทางการแพทย์ หรือสถานที่ที่มีความเสี่ยงดังต่อไปนี้ หากไม่มั่นใจว่าสถานที่ดังกล่าวมีมาตรการด้านความสะอาดที่ดีพอ ผู้ปฏิบัติงานควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่เหล่านั้น

● สถานบริการด้านสุขภาพ

● สถานที่บริการคนชรา หรือบ้านพักคนชรา

● บ้านของผู้ป่วย/ผู้สูงอายุ, ผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ หรือสตรีมีครรภ์ 

● สถานที่เก็บศพ, หลุมฝังศพ, เมรุเผาศพ, หรือสถานที่จัดงานศพ 

● สถานที่กักตัว หรือสถานที่ที่ปิดไม่ให้บุคคลภายนอกผ่านเข้าออก

● ชุมชนแออัด

● ค่ายผู้ลี้ภัย 

● ทัณฑสถานที่มีผู้ติดเชื้อ COVID-19

คำแนะนำในการหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ:

● รักษาระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 2 เมตร ระมัดระวังการอยู่ใกล้กับบุคคลที่มีอาการป่วยทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม และ/หรือเมื่อต้องสัมภาษณ์ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่มีอาการป่วย บุคลากรทางการแพทย์ที่รักษาผู้ป่วย COVID-19 หรือผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อ

● ห้ามจับมือ กอด หรือจูบบุคคลใดๆ

● พยายามยืนในมุมเฉียงขณะสัมภาษณ์แหล่งข่าวแทนการยืนหันหน้าเข้าหากันแบบตรงๆ และรักษาระยะห่างระหว่างกันอย่างน้อย 2 เมตร

  • ล้างมืออย่างถูกวิธีอย่างน้อย 20 วินาทีด้วยน้ำและสบู่อย่างสม่ำเสมอ และเช็ดมือ หรือเป่ามือให้แห้งอย่างถูกวิธี คุณสามารถตรวจสอบวิธีการล้างมืออย่างถูกวิธี ตามคู่มือขององค์การอนามัยโลก

  • ใช้เจลล้างมือ หรือทิชชู่เปียกเช็ดมือหากไม่สามารถหาสถานที่ที่ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ได้ อย่างไรก็ตามเราแนะนำให้ล้างมือกับน้ำและสบู่หากสามารถทำได้ (กรมควบคุมโรคสหรัฐฯ แนะนำให้ใช้เจลล้างมือหรือทิชชู่เปียกที่มีส่วนผสมของเอทานอล 60% หรือไอโซโพรพานอล 70% ขึ้นไป) ไม่ควรทดแทนการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ด้วยเจลล้างมือหากไม่จำเป็น
  • ปิดปากและจมูกทุกครั้งเวลาไอหรือจาม หากไอหรือจามใส่กระดาษทิชชู่ จะต้องทิ้งกระดาษนั้นลงถังขยะทันที และล้างมือทุกครั้งหลังจากไอหรือจาม
  • หลีกเลี่ยงการจับใบหน้า, จมูก, ปาก, หู และส่วนต่างๆ ของใบหน้า ตามที่ปรากฎในเว็บไซต์ BBC
  • หลีกเลี่ยงการจับมือ, กอด, หรือจูบ อาจจะเปลี่ยนมาใช้วิธีชนศอกแทน
  • หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์รับประทานอาหาร เช่น แก้วน้ำ ช้อน ส้อม ร่วมกับผู้อื่น
  • ถอดนาฬิกาข้อมือ และเครื่องประดับต่างๆ หลังจากปฏิบัติงานเสร็จ เนื่องจากเชื้อ COVID-19 สามารถติดกับผิวสัมผัสต่างๆ ได้ในระยะเวลาที่แตกต่างกัน ตามประเภทของผิวสัมผัส
  • หากคุณสวมใส่แว่น ควรถอดแว่นออกและทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่อย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการสวมคอนแทคเลนส์ขณะปฏิบัติงาน เนื่องจากผู้สวมคอนแทคเลนส์จะต้องสัมผัสดวงตาขณะสวมใส่ ซื่อเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • ควรเลือกเสื้อผ้าในการใส่ปฏิบัติงานที่ทำความสะอาดได้ง่าย เมื่อปฏิบัติงานเสร็จควรทำความสะอาดเสื้อผ้าด้วยน้ำอุ่นและผงซักฟอกทันที
  • หากเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เงินสดขณะปฏิบัติงาน และหมั่นทำความสะอาดบัตรเดบิต/เครดิต กระเป๋าสตางค์ และกระเป๋าถืออย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเอามือล้วงกระเป๋าเท่าที่จะเป็นไปได้
  • พยายามสัมภาษณ์แหล่งข่าวในพื้นที่โล่งแจ้ง หากจำเป็นต้องสัมภาษณ์ภายในอาคาร ควรเลือกพื้นที่ที่มีระบบระบายอากาศ (เช่นมีหน้าต่างที่เปิดได้) และหลีกเลี่ยงห้องหรือพื้นที่แคบ
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปปฏิบัติงานด้วยขนส่งสาธารณะในชั่วโมงเร่งด่วน ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอลหลังจากใช้บริการ หากใช้ยาพาหนะส่วนตัวควรระมัดระวังด้วยว่าผู้โดยสารภายในรถสามารถแพร่กระจายเชื้อมาสู่ตัวเรา หรือเราสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้โดยสารคนอื่นได้
  • ผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถยนต์ของบริษัทควรพึงระลึกเสมอว่า ไวรัสสามารถแพร่กระจายสู่บุคคลอื่นภายในรถได้ ตามรายงานของบีบีซีอินเดีย การลดกระจกลงเพื่อให้อากาศภายในรถถ่ายเท และการสวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่บนรถสามารถช่วยได้
  • ควรหาเวลาหยุดพักระหว่างวัน พึงระลึกเสมอว่าการทำงานหนักจนเกินไปอาจส่งผลให้เราลืมวิธีการรักษาความสะอาดที่ถูกต้อง และอย่าลืมว่าผู้ปฏิบัติงานอาจต้องขับรถไป-กลับจากที่ทำงานเป็นระยะทางไกล ดังนั้นพวกเขาอาจรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขาได้
  • อย่าลืมล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งหลัง ก่อน และ หลังการกลับมาจากพื้นที่เสี่ยง
  • หากคุณมีอาการป่วย เช่น มีไข้ หายใจไม่เต็มปอด ควรรีบไปพบแพทย์ ปัจจุบันรัฐบาลในหลายประเทศออกมาตรการให้ผู้มีอาการป่วยกักตัวในบ้านเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น หากคุณอยู่ในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 หรือปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่ที่มีการรักษาผู้ป่วย COVID-19 จำนวนมาก คุณอาจมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเพิ่มขึ้นเช่นกัน
  • รับประทานเนื้อสัตว์และไข่ที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น


    ความปลอดภัยด้านอุปกรณ์การทำงาน

ความเสี่ยงการติดเชื้อ COVID-19 จากการสัมผัสอุปกรณ์การทำงานเป็นเรื่องจริง การทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์ที่ใช้งานอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น:

  • ใช้ไมโครโฟนแบบมีก้าน แทนการใช้ไมโครโฟนแบบเหน็บเสื้อเพื่อเว้นระยะห่างระหว่างตัวนักข่าวและแหล่งข่าว
  • ฟองน้ำคลุมหัวไมโครโฟนควรได้รับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อทุกครั้งหลังจากปฏิงานเสร็จ โปรดตรวจสอบวิธีการทำความสะอาดฟองน้ำคลุมหัวไมโครโฟนอย่างถูกวิธี และหลีกเลี่ยงหัวไมโครโฟนแบบกันลม เนื่องจากหัวไมโครโฟนประเภทนี้ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อได้ยาก
  • ใช้หูฟังราคาถูกที่สามารถถอดทิ้งได้ โดยเฉพาะหากต้องใช้กับแหล่งข่าว ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อหูฟังก่อนและหลังการใช้งาน
  • ใช้เลนส์แบบจับภาพระยะไกลได้ เพื่อให้ช่างภาพและกล้องถ่ายภาพไม่ต้องตั้งประชิดแหล่งข่าวมากจนเกินไป
  • หากเป็นไปได้ควรใช้อุปกรณ์แบบไร้สายแทนอุปกรณ์ที่ต้องใช้สายเชื่อมต่อขณะปฏิบัติงาน
  • เก็บอุปกรณ์ต่างๆ หลังใช้งานให้เป็นระเบียบ เก็บอุปกรณ์ใส่กล่องแบบปิดสนิท (เช่นกล่องแบบแข็งสำหรับเดินทาง ซึ่งทำความสะอาดได้ง่ายกว่า) และไม่วางอุปกรณ์อย่างกระจัดกระจายบนพื้น  
  • หากเป็นไปได้ควรหาแผ่นพลาสติกคลุมอุปกรณ์ขณะใช้งาน เพื่อลดการติดเชื้อของอุปกรณ์ขณะสัมผัสพื้นผิวต่างๆ และยังช่วยให้ทำความสะอาดง่ายขึ้นด้วย
  • นำแบตเตอรีสำรองที่ชาร์จมาแล้วติดตัวขณะปฎิบัติงาน หลีกเลี่ยงการชาร์จไฟนอกสถานที่เนื่องจากการสัมผัสพื้นผิวในบางพื้นที่อาจเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อ
  • ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ เช่นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หัวเสียบอุปกรณ์ หูฟัง ฮาร์ดไดร์ฟ กล้อง บัตรประจำตัวสื่อ สายคล้องคอ ฯลฯ ด้วยแผ่นทำความสะอาดฆ่าเชื้ออย่างทั่วถึง
  • ตรวจสอบให้มั่นใจว่าอุปกรณ์แต่ละชิ้นผ่านการทำความสะอาดแล้ว ก่อนนำกลับไปเก็บในห้องเก็บอุปกรณ์ ควรมีผู้ตรวจสอบดูแลอุปกรณ์ว่าได้รับการเก็บอย่างเหมาะสม ไม่กระจัดกระจายบนพื้น และมีระบบตรวจสอบผู้เบิกอุปกรณ์แต่ละวันโดยละเอียด

  • ควรทำความสะอาดยานพาหนะที่นำไปใช้รายงานข่าว โดยเฉพาะบริเวณที่จับประตู พวงมาลัย กระจกมองข้าง เบาะรองศีรษะ เข็มขัดนิรภัย แผงคอนโซล และปุ่มกดต่างๆ ที่มีการใช้ผิวสัมผัสร่วมกัน

วิธีทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ฃข้อแนะนำต่อไปนี้เป็นวิธีการทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยทั่วไป ผู้ปฏิบัติงานต้องศึกษาวิธีการทำความสะอาดอุปกรณ์เพิ่มเติมจากคำแนะนำของผู้ผลิตอุปกรณ์ก่อนลงมือทำความสะอาด

● ถอดปลั๊กไฟ และการเชื่อมต่อไฟของทุกอุปกรณ์

● ห้ามใช้ของเหลวทำความสะอาดอุปกรณ์โดยตรง และห้ามใช้สเปรย์น้ำ สารฟอกขาว และสารประเภทกัดกร่อน เนื่องจากสารเหล่านี้จะสร้างความเสียหายกับอุปกรณ์

● ห้ามพ่นสเปรย์ทำความสะอาดลงไปที่ตัวอุปกรณ์โดยตรง

● ใช้ผ้าลินินแบบเนื้ออ่อน ผ้าที่มีเนื้อเบา หรือผ้าที่มีเนื้อเรียบในการทำความสะอาดอุปกรณ์

● ใช้ผ้าที่เปียกหมาด แต่ไม่ชื้นจนเกินไป ผสมกับสบู่อ่อนๆ และถูอุปกรณ์ด้วยมือ

● ถูอุปกรณ์ไปตามซอกมุมต่างๆ หลายๆ ครั้ง

● อย่าให้ความชื้นเข้าไปบริเวณช่องต่างๆ (เช่นช่องชาร์จอุปกรณ์ ช่องเสียบหูฟัง คีย์บอร์ด หรือช่องเสียบอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ) 

● เช็ดอุปกรณ์ให้แห้งด้วยผ้าแห้งผิวนุ่ม

● ผู้ผลิตอุปกรณ์บางรายแนะนำให้ใช้แอลกอฮอล 70% ทำความสะอาดพื้นผิวแข็งของอุปกรณ์ได้

● ตรวจสอบกับผู้ผลิตอุปกรณ์ก่อนทำความสะอาด เนื่องจากการทำความสะอาดด้วยวิธีการข้างต้นอาจสร้างความเสียหายกับอุปกรณ์บางประเภทได้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความนี้

อุปกรณ์ป้องกันตัวส่วนบุคคล (PPE)

ข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัยในการถอดอุปกรณ์ PPE (เช่น ถุงมือแบบใช้แล้วทิ้ง, หน้ากากอนามัย, และชุดคลุมต่างๆ) จะต้องปฏิบัติตามวิธีการถอดอย่างถูกวิธี คลิกที่นี่เพื่ออ่านวิธีการปฏิบัติจากกรมควบคุมโรคสหรัฐฯ ความเสี่ยงจากการติดเชื้อมีสูงมาก ดังนั้นต้องปฏิบัติตามคู่มืออย่างเคร่งครัด หากไม่มั่นใจ กรุณาสอบถามผู้เชี่ยวชาญและเข้ารับการอบรมการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ก่อนการปฏิบัติงาน

ในหลายประเทศอุปกรณ์ป้องกันตัว หรือ PPE มีจำนวนจำกัดและอาจหาซื้อได้ยาก ดังนั้นการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ปฏิบัติงานอาจทำให้เกิดการคลาดแคลนในพื้นที่ได้

● สวมใส่อุปกรณ์ PPE ที่มีขนาดเหมาะสมกับตัวผู้ปฏิบัติงาน การสวมใส่อุปกรณ์ที่มีขนาดไม่เหมาะสมอาจทำให้อุปกรณ์ฉีกขาด และ/หรือทำให้เคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก และชุดที่หลวมเกินไปอาจจะไปเกี่ยวถูกสิ่งของต่างๆ เช่นกลอนประตู จนชุดฉีกขาดได้

สวมใส่อุปกรณ์ป้องตัวที่ผลิตโดยบริษัทที่ได้รับความเชื่อถือ ปฏิบัติตามคู่มือความปลอดภัย และระมัดระวังอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามรายงานของอัลจาซีรา รวมทั้งอุปกรณ์ปลอม ตามรายงานของอินเตอร์โพล คุณสามารถตรวจสอบแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือได้ที่นี่ 

● สวมใส่ถุงมือหากต้องทำงานในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อ เช่นสถานพยาบาล ถุงมือไนไตรล์สามารถป้องกันเชื้อได้ดีกว่าถุงมือลาเท็กซ์

● หากต้องรายงานข่าวจากสถานที่ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อสูง เช่นสถานพยาบาล ผู้ปฏิบัติงานจะต้องสวมใส่ชุดป้องกันแบบเต็มตัว รวมทั้งหน้ากากที่สามารถป้องกันได้ทั้งใบหน้า

● เข้าห้องสุขาให้เรียบร้อยก่อนสวมใส่ชุดป้องกันแบบเต็มตัว

● ในบางสถานการณ์ ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องสวมใส่รองเท้าแบบใส่แล้วทิ้ง หรือรองเท้ากันน้ำ ซึ่งต้องล้างให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนออกจากสถานที่ปฏิบัติงานทุกครั้ง สำหรับรองเท้าใส่แล้วทิ้ง หรือถุงคลุมรองเท้าแบบใส่แล้วทิ้งจะต้องทิ้งหรือกำจัดอย่างถูกวิธีก่อนออกจากสถานที่ที่ปฏิบัติงาน

● เราแนะนำให้การใช้อุปกรณ์ป้องกันตัว หรือ PPE ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ และพึงระลึกเสมอว่าโอกาสการติดเชื้ออาจเกิดขึ้นได้เสมอ คุณสามารถศึกษาวีดีโอวิธีการ สวมใส่ และ การถอด อุปกรณ์ป้องกันตัวจาก CDC อย่างไรก็ตามคลิปนี้ไม่สามารถทดแทนการฝึกอบรมแบบตัวต่อตัวได้ 

● ไม่ควรนำถุงมือ ชุดคลุมตัว ผ้ากันเปื้อน และถุงคลุมรองเท้ากลับมาใช้ซ้ำ อุปกรณ์ใดที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำต้องผ่านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อทุกครั้ง และต้องทิ้งอุปกรณ์ป้องกันตัวอย่างถูกวิธีก่อนออกจากสถานที่ปฏิบัติงาน


        หน้ากากอนามัย

ถึงแม้หลายประเทศจะบังคับ/แนะนำ ให้สวมผ้าปิดปากและจมูก หรือหน้ากากอนามัยขณะอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ตามรายงานของอัลจาซีรา แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อตกลงร่วมกันว่าผู้ที่ไม่มีอาการต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อ COVID-19 ควรใส่หน้ากากอนามัย โดยกรมควบคุมโรคสหรัฐฯ (CDC) แนะนำให้สวมใส่ผ้าปิดปากและจมูก แต่ไม่แนะนำให้สวมใส่หน้ากากทางการแพทย์ เนื่องจากยังพบปัญหาสินค้าขาดตลาด อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าการสวมใส่ผ้าปิดปากและจมูกไม่มีความจำเป็น เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ หรือจะต้องเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงเช่นโรงพยาบาล หรือคุณต้องดูแลผู้ที่ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อ COVID-19

นอกจากนี้การสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ไม่ถูกวิธีอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ ผลการศึกษาล่าสุดโดยแลนเซตพบว่าไวรัสสามารถเกาะบนหน้ากากอนามัยได้ถึง 7 วัน ดังนั้นการสวมใส่หน้ากากซ้ำ หรือจับใบหน้าขณะสวมใส่หน้ากากล้วนเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อเช่นกัน

หากคุณสวมใส่หน้ากากอนามัย คุณควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

● หากจำเป็นควรสวมใส่หน้ากากอนามัยแบบ N95 (หรือ FFP3) แทนที่จะสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์แบบทั่วไป

● ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าหน้ากากปิดบริเวณสันจมูกลงไปถึงบริเวณคางโดยมีช่องว่างระหว่างหน้ากากและผิวหนังน้อยที่สุด ก่อนสวมใส่หน้ากากควรโกนหนวดเคราให้เรียบร้อย และตรวจสอบว่าตำแหน่งของหน้ากากอยู่ติดบนใบหน้าอยู่ตลอดเวลา

● การใช้หน้ากากอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญ หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณผิวด้านหน้าของหน้ากาก ถอดหน้ากากด้วยการดึงหูจับด้านข้าง และหลีกเลี่ยงการขยับหน้ากากโดยไม่จำเป็น และล้างมือหลังจากสัมผัสหน้ากาก

การใช้หน้ากากอนามัยซ้ำมีความเสี่ยงติดเชื้อสูง ทิ้งหน้ากากทุกครั้งหลังจากใช้เสร็จด้วยการนำใส่ถุงปิดปากให้สนิทก่อนนำไปทิ้งในถังขยะ

● ล้างมือด้วยสบู่และน้ำอุ่นหลังจากถอดหน้ากาก หรือล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล (ส่วนผสมเอทานอลอย่างน้อย 60% หรือไอโซโพรพานอลอย่างน้อย 70%) อย่างไรก็ตาม การล้างมือด้วยน้ำอุ่นและสบู่ถือว่ายังจำเป็นและควรปฏิบัติเมื่อมีโอกาส

● เปลี่ยนหน้ากากใหม่ทุกครั้งหากสภาพหน้ากากเริ่มยุ่ยหรือเปียกชื้น

● จำไว้เสมอว่า การสวมหน้ากากจะต้องควบคู่ไปกับการล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ดวงตา จมูก ปาก และใบหู

● ในบางพื้นที่หน้ากากอนามัยอาจมีปริมาณจำกัด หรือราคาสูง ควรตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนซื้อ


ความปลอดภัยทางดิจิทัล

  • นักข่าวควรใช้ความระมัดระวังในการและการถูกโจมตีการนำเสนอข้อมูล และรายงานข่าวการแพร่ระบาดของ COVID-19 บนช่องทางออนไลน์ ท่านสามารถอ่านวิธีการป้องกันตนเองจากการถูกโจมตีได้จาก CPJ
  • ปัจจุบันรัฐบาลในหลายประเทศ และบริษัทเทคโนโลยีบางแห่งมีการใช้เครื่องมือสอดส่องเพื่อหาข้อมูลการแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 หนึ่งในนั้นคือสปายแวร์ชื่อ Pegaus ซึ่งพัฒนาโดย NSO Group จากการตรวจสอบของ Citizen Lab พบว่าสปายแวร์ตัวนี้พุ่งเป้าการโจมตีไปที่นักข่าว หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนหลายแห่งกังวลว่าวิธีลักษณะนี้อาจถูกใช้ต่อไป แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคจะคลี่คลายลง ดังนั้นหน่วยงานระดับสากลหลายแห่งจึงเร่งตรวจสอบและติดตามการกระทำเหล่านี้ทั่วโลก สามารถตรวจสอบได้ทาง เว็บไซต์
  • รายงานของ Electronic Frontier Foundation แนะนำให้ผู้ปฏิบัติงานตรวจสอบที่มาของลิงค์ หรือไฟล์ข้อมูล COVID-19 ก่อนดาวน์โหลดทุกครั้ง เนื่องจากมิจฉาชีพมักฉวยโอกาสในสถานการณ์โรคระบาดในการโจมตีข้อมูลขององค์กรต่างๆ และอาจทำให้อุปกรณ์ของคุณติดมัลแวร์ได้
  • ระมัดระวังการคลิกลิงค์ที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ทางช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ หรือข้อความจากแอปพลิเคชันส่งข้อความต่างๆ บางลิงค์อาจมาพร้อมกับมัลแวร์
  • ระมัดระวังแอปพลิเคชันที่อาจติดมาพร้อมซอฟต์แวร์เรียกค่าไถ่ เช่น COVID-19 Traker
  • มีเว็บไซต์แสดงแผนที่บางเว็บอ้างว่าแสดงข้อมูลการแพร่เชื้อ COVID-19 จากแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้ เช่นจาก WHO ซึ่งอาจมาพร้อมกับมัลแวร์ที่สามารถโจรกรรมรหัสผ่านของผู้ใช้งานได้
  • รายงานจากสำนักข่าว The Guardian เตือนให้ระมัดระวังเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข่าวสารอันเป็นเท็จ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในบางประเทศ ซึ่งองค์การอนามัยโลกประกาศเตือน และสำนักข่าว BBC เคยเน้นย้ำ โดยศึกษาได้จากคู่มือการตรวจสอบข้อมูลเท็จของ WHO
  • ระมัดระวังการแชร์ข้อมูลข่าวสารจากแอปพลิเคชันส่งข้อความต่างๆ ซึ่งอาจเป็นข้อมูลข่าวปลอม หรือข่าวลือ

● ระมัดระวังเนื้อหาเกี่ยวกับ COVID-19 บนเฟซบุ๊กเนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีการทดแทนการตรวจสอบเนื้อหาด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) แทนการตรวจสอบด้วยคน ซึ่งบางเนื้อหาอาจถูกลบไปโดยไม่ได้ตั้งใจ 

● ทำความเข้าใจกฎความเป็นส่วนตัวของห้องประชุมออนไลน์ที่เข้าใช้ให้แน่ชัดว่าบริการเหล่านี้นำข้อมูลของคุณไปทำอะไรบ้าง ระบบมีความปลอดภัยแค่ไหน และโปรดระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพ หรือแฮกเกอร์ที่ฉวยโอกาสในช่วงที่หลายคนเลือกทำงานที่บ้านมากขึ้น

  • โปรดระมัดระวังการนำเสนอข่าวในประเทศที่มีการปกครองด้วยระบอบเผด็จการ เนื่องจากประเทศเหล่านี้อาจใช้อำนาจตรวจสอบ และควบคุมการนำเสนอเนื้อหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 รัฐบาลบางประเทศอาจเซ็นเซอร์เนื้อหา หรือปกปิดข้อมูลตามรายงานของ CPJ

อาชญากรรมและความปลอดภัยต่อร่างกายขณะปฏิบัติงาน

นักข่าวและผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อควรเพิ่มความระมัดระวังกลุ่มคนที่ต่อต้านการทำงานของสื่อ กลุ่มคนเหล่านี้มักจะต่อว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อด้วยวาจา หรือทำร้ายร่างกายขณะที่นักข่าวปฏิบัติงาน ตามที่เป็นข่าวในสหรัฐฯ และเยอรมนี

พึงระลึกอยู่เสมอว่าสภาพเศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ประชาชนหลายคนตกงาน และมากว่าห้าร้อยล้านคนกำลังเข้าสู่ภาวะยากจน และจากรายงานของ Oxfam พบว่าอัตราการก่ออาชญากรรมทั่วโลกสูงขึ้น

● หากคุณจำเป็นต้องเดินทางไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ (ดูจากด้านล่าง) โปรดศึกษาข้อมูลสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่ที่จะเดินทางไป เนื่องจากปัจจุบันการจับกุมประชาชนที่ฝ่าฝืนมาตรการปิดเมืองเนื่องจาก COVID-19 มีมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงและการประท้วง บางพื้นที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เช่น สหรัฐฯ, บราซิล, กินี, ยูกันดา, ไนจีเรีย, ตูนีเซีย, ชิลี, อิตาลี, โซมาเลีย, กานา, รัสเซีย, ฝรั่งเศส, และไนเจอร์ 

● พื้นที่เมืองใหญ่หลายแห่งในช่วงนี้เงียบเหงากว่าปกติ แต่ตำรวจในพื้นที่มีทรัพยากรจำกัด จึงเป็นเหตุให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสในช่วงนี้ มีรายงานว่านักข่าวในบางพื้นที่ถูกทำร้ายร่างกายและถูกต่อว่าด้วยวาจา ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ

● โปรดระมัดระวังการปฏิบัติงานในพื้นที่ชุมชนห่างไกล เนื่องจากประชาชนบางพื้นที่มักจะหวาดระแวงผู้ที่เดินทางมาจากนอกพื้นที่ว่าอาจจะนำพาเชื้อ COVID-19 เข้ามายังชุมชน

● โปรดระมัดระวังว่าในบางพื้นที่ตำรวจอาจตอบโต้ผู้ฝ่าฝืนมาตรการปิดเมืองจาก COVID-19 ด้วยความรุนแรง เช่นการใช้กระสุนยาง กระสุนจริง หรือแก๊สน้ำตา

● หากนักข่าวจำเป็นต้องรายงานสถานาการณ์จากทัณฑสถาน หรือสถานที่คุมประพฤติ ตัวนักข่าวต้องระวังอันตรายที่อาจเกิดจากการประท้วง และก่อจลาจลของผู้ต้องขัง เช่นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน เซียรา ลีโอน, อิตาลี, ไนจีเรีย, โคลอมเบีย และอินเดีย 

● โปรดระมัดระวังอาชญากรรมที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในอิรัก, สหรัฐฯ, ไอร์แลนด์, อินโดนีเซีย, เอธิโอเปีย, ปาเลสไตน์, โซมาลิแลนด์, และอิหร่าน เนื่องจากประเทศเหล่านี้ปล่อยตัวผู้ต้องขังชั่วคราวเพื่อลดความแออัดในทัณฑสถานในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19

● พึงระลึกเสมอว่าหลายพื้นขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค ทำให้อัตราการปล้นและขโมยของสูงขึ้น

● จากรายงานของ CPJ พบว่าประเทศที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการอาจใช้ช่องทางในการจับกุมผู้ที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับ COVID-19

การปฏิบัติงานในต่างประเทศ


สถานการณ์ในปัจจุบันส่งผลให้การเดินทางไปต่างประเทศยากขึ้น หากคุณจำเป็นต้องเดินทางไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ คุณควรทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

● ติดตามข้อมูลข่าวสาร มาตรการปิดเมือง หรือ เคอร์ฟิวที่อาจแตกต่างกันไปแต่ละประเทศ ดังที่ปรากฎในสหราชอาณาจักร, ตุรกี และ สหรัฐฯ ซึ่งมาตรการเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

● ตรวจสอบที่ตั้งของสถานพยาบาลในพื้นที่ที่ปฏิบัติงาน เนื่องจากบางพื้นที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์อาจจะจัดประท้วงแบบฉับพลัน หรือแบบไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ดังที่ปรากฎในบราซิล, อินเดีย, และปาปัวนิวกินี

● บางพื้นที่อาจไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตัวแบบ PPE วางจำหน่าย หรืออาจจะมีจำนวนจำกัด

●ทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามคำแนะนำของสถานที่ที่จะเดินทางไป ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการป่วยที่อาจสับสนกับ COVID-19

● ตรวจสอบรายละเอียดของประกันการเดินทางให้ถี่ถ้วน เนื่องจากประกันการเดินทางบางประเภทอาจไม่ครอบคลุมการรักษา COVID-19 และรัฐบาลในหลายประเทศออกคำเตือนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อความคุ้มครองของประกันการเดินทาง

● ตรวจสอบสถานะของงานที่คุณจะเข้าร่วม พึงระลึกไว้เสมอว่าในหลายประเทศสั่งห้ามไม่ให้มีการชุมนุมกันในที่สาธารณะ หรือห้ามไม่ให้ชุมนุมเกินจำนวนที่กำหนด

● ตรวจสอบมาตราการปิดด่านชายแดน และมาตรการห้ามการเดินทางเข้าออกของสถานที่ที่จะเดินทางไป ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ภายในระยะเวลาอันสั้น

● โปรดเตรียมแผนสำรองไว้ในกรณีที่พื้นที่ที่เดินทางไปอาจถูกสั่งให้ปิดเมือง หรือสั้งให้ต้องกักตัวโดยภายในเวลาอันรวดเร็ว

● ด่านชายแดนในหลายประเทศยังไม่เปิดให้เดินทาง และถึงแม้บางด่านอาจจะเปิดให้เดินทางได้แต่ก็อาจจะปิดอย่างรวดเร็วโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ดังนั้นคุณควรเตรียมแผนสำรองไว้ด้วย

● งดเดินทางหากคุณมีอาการป่วย เนื่องจากสนามบินในหลายประเทศเริ่มบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดในการตรวจการเดินทางเข้า-ออก หากคุณป่วย คุณอาจต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อ หรือถูกกักบริเวณได้

● การเดินทางระหว่างประเทศในช่วงนี้มีปริมาณเที่ยวบินจำกัด เนื่องจากหลายสายการบินยกเลิกเที่ยวบินตามาตรการปิดประเทศ

● คุณควรซื้อตั๋วเครื่องบินแบบคืนเงินได้เต็มจำนวน เนื่องจากมีรายงานว่าสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งประสบกับปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน

● ควรเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้พร้อม เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคจากการกว้านซื้อโดยขาดสติ โดยเฉพาะหน้ากากอนามัย, เจลล้างมือ, สบู่, อาหารกระป๋อง, และกระดาษชำระ และพึงระลึกว่าในบางสถานที่ที่มีการประท้วงของคนงานจากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 อาจส่งผลให้ปัญหาการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภครุนแรงกว่าพื้นที่อื่นๆ

● โปรดระมัดระวังการเดินทางไปยังพื้นที่ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เช่น จอร์แดน เนื่องจากความต้องการใช้น้ำจะยิ่งสูงขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน

● ตรวจสอบข้อกำหนดด้านวีซ่าของสถานที่ที่จะเดินทางไป เนื่องจากหลายประเทศเริ่มหยุดออกวีซ่า หรือยกเลิกวีซ่าให้กับชาวต่างชาติ

● บางประเทศจำเป็นต้องดูใบรับรองแพทย์ซึ่งระบุว่าผู้เดินทางไม่มีเชื้อ COVID-19 ดูตัวอย่างได้ที่นี่

● ควรมีแผนการเดินทางที่ยืดหยุ่น และควรเผื่อเวลาไปถึงสนามบิน สถานีรถไฟ และสถานีขนส่งต่างๆ เนื่องจากหลายสนามบินเพิ่มมาตรการตรวจและคัดกรองผู้ป่วยก่อนใช้บริการ

● ติดตามข่าวสารและข้อมูลการเดินทางของสถานที่ที่จะเดินทางไปอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากบางประเทศอนุญาตให้สายการบินสามารถลงจอดได้เฉพาะบางสนามบิน หรือบางอาคาร

● ตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร และความเคลื่อนไหวในพื้นที่ โดยเฉพาะการประกาศห้ามการเดินทางภายในพื้นที่


หลังจากปฏิบัติงานเสร็จ

  • เฝ้าระวังสุขภาพและอาการป่วยของตนเอง
  • หากเดินทางกลับมาจากพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อมาก จะต้องกักบริเวณตัวเองภายในที่พักอาศัย หรือขอคำแนะนำจากหน่วยงานของรัฐ
  • ตรวจสอบสถานการณ์ และข้อมูล COVID-19 ล่าสุด โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการกักตัวจากพื้นที่เสี่ยงที่คุณเดินทางกลับมา และพื้นที่ที่คุณพักอาศัย
  • ควรจดบันทึกรายชื่อ และจำนวนคนที่คุณติดต่อหรือสัมผัสในช่วง 14 วันนับตั้งแต่เดินทางกลับ วิธีนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบผู้ที่เข้าข่ายเฝ้าระวังการติดเชื้อได้


— หากคุณมีอาการป่วย

  • หากคุณมีอาการป่วยลักษณะเข้าข่ายการติดเชื้อ COVID-19 ไม่ว่าอาการจะหนักหรือเบา คุณจะต้องแจ้งผู้บริหาร ทีมงาน หรือบุคคลใกล้ตัวในการเรียกยานพาหนะที่เหมาะสม ไม่ควรเรียกแท็กซี่ด้วยตนเอง
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก, กรมควบคุมโรค หรือหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อปกป้องตัวคุณจากชุมชน
  • ควรอยู่แต่ในที่พักอาศัย อย่างน้อย 7 วัน นับตั้งแต่มีอาการ เพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปสู่ชุมชนและผู้อื่น
  • วานให้เพื่อนหรือครอบครัวซื้ออาหารหรือเครื่องใช้จำเป็น และให้วางสิ่งของเหล่านั้นหน้าประตูห้อง หรือประตูบ้าน
  • หากอาศัยอยู่ในบ้านร่วมกับสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ จะต้องอยู่ห่างจากสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อย 2 เมตร
  • นอนแยกห้องกับสมาชิกในบ้านคนอื่นๆ
  • หากจำเป็นต้องพักอาศัยในห้องร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว สมาชิกในครอบครัวทุกคนจะต้องเข้ารับการเฝ้าระวัง 14 วัน ระมัดระวังการใช้สิ่งของร่วมกันในบ้าน โดยเฉพาะในห้องน้ำ และห้องครัว เพื่อป้องกันการติดเชื้อ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่
  • ล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที
  • อยู่ห่างจากบุคคลกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว
  • ไม่ควรโทรศัพท์หาหน่วยงานด้านสาธารณสุขจนกว่าอาการจะรุนแรงขึ้น

คุณสามารถตรวจสอบคู่มือความปลอดภัยของนักข่าว และกองบรรณาธิการข่าว จัดทำโดย CJP ไม่ว่าจะเป็นคู่มือแบบเล่ม คู่มือดิจิทัล คู่มือด้านสภาพจิตใจ และข้อมูลต่างๆ ด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น การรับมือสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมือง และการรับมือการรายงานผลการเลือกตั้ง